Skip to main content

6 เคล็ดลับของมือใหม่หัดเลี้ยงลูกสุนัข

ปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกสุนัขมักมีความน่ารักน่าชัง แต่ยังมีอีกหลายเรื่องให้ต้องรับมือด้วยเช่นกัน!

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเราจะรับลูกสุนัขมาเลี้ยง เรามักต้องการต้องการให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด  ลูกสุนัขนั้นมักมีความน่ารักน่าชังอยู่แล้ว  และปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลี้ยงดูเหล่าลูกสุนัขในระยะยาวนั้น ทำให้ชีวิตของเรามีความสุขขึ้น แต่ก็ต้องอย่าลืมว่านี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราให้ยุ่งยากขึ้น  ดังนั้นการเลี้ยงลูกสุนัขจึงเป็นเรื่องควบคู่กับความเข้มแข็งทางจิตใจด้วย

เปรียบได้กับการเลี้ยงเด็ก ลูกสุนัขและสุนัขเล็กต้องการเวลาและความสนใจจากคุณเป็นอย่างมาก มันมักดื้อรั้นอยู่บ่อยครั้ง เหมือนเป็นการทดสอบความอดทนของคุณ บางครั้งคุณอาจรู้สึกไม่มั่นใจในการที่ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดู  แต่หากคุณให้เวลาและใส่ใจกับมัน  รับรองได้ว่าคุณจะได้เพื่อนที่ทำให้คุณร่าเริงและมีความสุขยาวนานไปอีกหลายปีเลยทีเดียว

ต่อไปนี้เป็น 6 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณและลูกสุนัขของคุณเริ่มต้นใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข

1. เริ่มต้นด้วยโภชนาการที่ดี: ลูกสุนัขเจริญเติบโตเร็วและต้องการอาหารต่อวันมากกว่าสุนัขโตเต็มวัยถึง 2 เท่า  กล้ามเนื้อ, ข้อต่อ, กระดูก, อวัยวะภายในและระบบภูมิคุ้มกันของมันเป็นส่วนประกอบหลักที่ต้องเสริมสร้างการพัฒนาใน 1-2 ปีแรก  อาหารของลูกสุนัขที่สมบูรณ์และเหมาะสมนั้นถูกออกแบบมาสำหรับสุนัขโตเต็มวัยขนาดต่างๆ (เช่น พันธุ์เล็ก พันธุ์กลาง พันธุ์ใหญ่) ซึ่งจะประกอบด้วยโภชนาการอาหารที่ถูกออกแบบให้ตรงกับความต้องการเฉพาะในแต่ละกลุ่ม  แต่จะไร้ค่าทันทีถ้าคุณไม่สามารถอดทนไม่ให้เศษอาหารของเราแก่สุนัขได้ เนื่องจากอาหารคนเป็นอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพสุนัขอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านการย่อยและมีโอกาสทำให้เกิดโรคอ้วนในสุนัขได้อีกด้วย

2. หมั่นดูแลโดยสัตวแพทย์ตามความเหมาะสม: ลูกสุนัขของคุณจำเป็นที่จะต้องมีการพบสัตวแพทย์เป็นประจำในขวบปีแรกเพื่อรับวัคซีนที่จำเป็นให้ครบถ้วนและหมั่นตรวจสุขภาพเพื่อให้แน่ใจว่ามีพัฒนาการที่เหมาะสม ทั้งนี้ยังเป็นการสร้างเสริมนิสัยและสุขภาพที่ดีให้กับพวกมัน รวมทั้งลดความเสี่ยงการการติดเชื้อและมะเร็ง รวมไปถึงลดสัญชาติญาณความต้องการสืบพันธุ์ ทั้งนี้เพื่อลดแนวโน้มการออกไปเตร็ดเตร่นอกบ้าน

3. สร้างกิจวัตรประจำวัน: สุนัขก็เหมือนกับคนทั่วไปที่ต้องสร้างกิจวัตรประจำวันให้เป็นนิสัย  ซึ่งจะช่วยให้พวกมันรู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลายขึ้น การให้อาหาร, พาเดินเล่น, การฝึกฝนและมีเวลาเล่นที่แน่นอนควรเป็นสิ่งที่ร่วมมือกัน และทุกอย่างจะง่ายขึ้นถ้าสุนัขของคุณรู้ช่วงเวลาในการขับถ่าย สุนัขที่ได้รับการฝึกฝนที่ดีในทุกๆ วันมักปรับตัวได้ดีกว่า

4. เริ่มต้นการฝึกทันที: ไม่มีคำว่าเร็วเกินไปที่จะเริ่มต้นสอนพื้นฐานแก่สุนัขตัวใหม่ของคุณ (เช่น การนั่ง, การรอ, การหมอบ, เรียกหา) แต่อย่าคาดหวังให้สำเร็จในช่วงเวลาอันสั้น อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้ การฝึกฝนที่บ้านเป็นสิ่งที่ต้องฝึกเป็นประจำทุกวัน แต่ก็อย่าลืมด้วยว่าสุนัขเองก็สามารถอั้นปัสสาวะได้ประมาณแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น อย่าได้คาดหวังให้มันอดทนได้นานขึ้นแล้วอารมณ์เสียใส่มันเมื่อมันทำพลาด  อีกทั้งการฝึกนิสัยเมื่อสุนัขอายุยังน้อยนั้นง่ายกว่า  ดังนั้นคุณควรพยายามลดนิสัยที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดปัญหาเมื่อมันโตเต็มวัยด้วย เช่น การกระโดด

5. การเข้าสังคมและการจัดการ: การเข้าสังคมอย่างเหมาะสมเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อพฤติกรรมในอนาคตของสุนัข แต่คุณควรช่วยควบคุมดูแลให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เนื่องจากถ้าปล่อยมันอิสระมากไปมักเกิดเป็นปัญหาก่อกวนได้ การสมัครเข้ารับการฝึกเป็นทางเลือกที่เหมาะสมเพื่อสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นการฝึกให้มันคุ้นเคยกับสุนัขตัวอื่นๆ และคนมากขึ้น (สุนัขที่เข้ารับการฝึกจะผ่านการให้วัคซีนที่จำเป็นเรียบร้อยแล้ว) หมั่นพาสุนัขไปกับคุณในทุกๆ ที่ แต่คุณในฐานะพ่อแม่มือใหม่ก็ต้องมีความอดทนด้วย สุนัขวัยเด็กที่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่หลากหลายจะทำให้มันไม่ค่อยกลัว หรือแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น แสดงความก้าวร้าว หรือรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง  สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญหากคุณต้องการพาสุนัขเข้าฝึกหรือร่วมกิจกรรมอย่างอื่น เช่น การบำบัดสุนัข

6. อยู่กับพื้นฐานความเป็นจริง: นี่อาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดจากคำแนะนำทั้งหมด ลูกสุนัขอายุน้อยและกำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จำไว้อย่างหนึ่งว่ามันเองก็เพิ่งแยกจากแม่และเหล่าพี่น้องเพื่อมาสู่บ้านหลังใหม่ ครอบครัวใหม่ ไม่แปลกที่มันจะทำให้คุณหงุดหงิดได้เพราะว่ามันเองก็ไม่รู้อะไรมากในช่วงเวลานี้  ถือเป็นหน้าที่สำคัญของคุณในการสร้างนิสัยที่ดีให้กับสุนัขพร้อมๆกับการมีสุขภาพดี คุณต้องตระหนักได้ว่า ลูกสุนัขที่ยากที่จะรับมือแล้ว แต่สุนัขที่โตแล้วนั้นยากจะรับมือกว่า  เหมือนกับเหล่าวัยรุ่นทั้งหลายที่พยายามทำลายขอบเขตเพื่อออกไปเผชิญโลกใหม่ๆ และต้องการอิสระ  ช่วงเวลานี้จะเป็นการทดสอบความอดทนของคุณ (ช่วงระหว่าง 6 เดือน – 2 ปี, ขึ้นกับขนาดสุนัข) แต่ขอให้คุณมีความมั่นคง คิดบวกและระลึกไว้เสมอว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”